ตอนจบของ จิ้งจอก

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมามีศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 กลุ่มสุดท้าย นัดที่ 2 ให้เลือกดูกัน 2 คู่

เลสเตอร์ – แอต.มาดริด กับ เรอัล มาดริด – บาเยิร์น มิวนิค

หากเปรียบเทียบเป็นภาพยนตร์ เกมระหว่าง "พระราชาชุดขาว" กับ "เสือใต้" น่าจะเป็นหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ที่มีอัตราความเมามัน 80,000 ตีนถีบ แถมพลุกพล่านด้วยดาราดังระดับซูเปอร์สตาร์เช่น Fast 8 ที่กำลังโกยรายได้มากมายอยู่ปัจจุบันนี้ ในเวลาที่เกมระหว่าง เลสเตอร์ กับ แอต.มาดริด น่าจะเป็นเพียงหนังแอคชั่นฟอร์มเล็กๆเกรด.บี เรื่อง "หมาจิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ที่ไม่ทราบว่าดูแล้วจะสนุกหรือเปล่า?

แน่ๆว่าท่านผู้ชมทางบ้านส่วนมากคงเลือกดูเกมระดับ "Fast 8" ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค มากกว่า ด้วยเดาได้ไม่ยากว่ามันคงจะอุดมด้วยความสนุกสนานและตื่นเต้นมากกว่าเกมอีกคู่ เนื่องจากต่างฝ่ายอาจจะต่างเดินหน้าเต็มสปีดเข้าบดขยี้พลางรัวใส่กันด้วยอาวุธหนักนานาชนิดให้ตายหงส์ตายห่านไปข้าง

ส่วนอีกคู่เป็นฟุตบอลสไตล์คล้ายๆกันคือเน้นเกมรับแน่นแฟ้น ก่อนหาจังหวะเล่นงานแบบลอบสังหาร ดูแล้วโอกาสที่เกมจะออกมาน่าเบื่อมีสูงยิ่งกว่าความเมามัน

ตัดสินใจเลือกไม่ยากเลยครับผมว่าควรมองคู่ไหนมากกว่ากัน?

แม้แต่แฟนบอลของ เลสเตอร์ สิตี้ ในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์ที่มีจำนวนมากมายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก่อนต่ำลงอย่างฮวบฮาบในฤดูกาลนี้ยังคงจะเลือกมองเกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค เลยขอรับ

แต่ว่าท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมกลับวินิจฉัยเลือกดูหนังเกรด บี.เรื่อง "หมาจิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ในขณะที่มีแนวโน้มว่าน่าจะไม่สนุกซะอย่างนั้น!

เหตุผลกล้วยๆเลยขอรับ

เนื่องจากผมเป็นคนประเทศไทย

ผมเป็นคนประเทศไทยหวานใจทุกอย่างที่มีความเป็นไทย โดยไม่เว้นแม้แต่ชมรมฟุตบอลในประเทศอังกฤษ

ในเมื่อ เลสเตอร์ สิตี้ มีเจ้าของเป็นคนประเทศไทย และผมก็เป็นคนประเทศไทยทั้งอัน นั่นถือได้ว่าพวกเขาคือกลุ่มของคนประเทศไทยทั่วทั้งประเทศ แล้วหากผมไม่เชียร์กลุ่มของคนประเทศไทย แล้วจะให้ผมไปเชียร์กลุ่มของชาวภรรยานม่าร์เหรอขอรับคุณ

ที่สำคัญคือเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พลพรรคหมาจิ้งจอกสยามได้สร้างความสำราญให้คนประเทศไทยทั่วทั้งประเทศด้วยการคว้าชัยชนะพรีเมียร์ลีกอย่างอัศจรรย์ยิ่งกว่าเทพนิยายทุกเรื่องในเมืองมนุษย์ ไม่หนำพวกเขายังเอาโทรฟี้อันทรงเกียรติมาให้คนประเทศไทยยกย่องอีกต่างหาก

นี่คือแง่งามของความเป็นไทยที่มีบริบทมากกว่าการเป็นชมรมฟุตบอลเพียงชมรมหนึ่ง

ด้วยเหตุดังกล่าว & ฉะนี้

หากคุณกำเนิดเป็นคนประเทศไทย คุณก็ต้องเชียร์กลุ่มของคนประเทศไทยจริงไหมขอรับ และเมื่อ เลสเตอร์ ได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คนประเทศไทยอย่างผมจึงต้องขอเชียร์กลุ่มของคนประเทศไทยอย่าง เลสเตอร์ แบบสุดใจขาดดิ้น

ถุยยยยยย!!!!!

อันนี้ฉันตอแหลขอรับ 5555

คือคอลัมนิสต์ลูกหนังผู้มีลักษณะอาการด้านจิตน้อยอย่างผมมีความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนประเทศไทยส่วนมากชอบอ่านอะไรที่มันตอแหลๆอย่างนี้ครับผม ผมเลยทดลองเขียนอะไรที่มันดูดัดจริตๆผสมน้ำเน่าอย่างนี้ออกมา เผื่อผู้อ่านจะปลาบปลื้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านประเภทหญิง (อิอิอิ)

ความจริงเหตุผลที่ผมเลือกมองคู่นี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอกขอรับ เพียงแค่อยากจะทราบว่าแชมป์พรีเมียร์ลีก ผู้แทนเพียงหนึ่งเดียวจากเมืองหลวงที่ลูกหนังที่เหลืออยู่ในเส้นทางสายนี้จะไปไกลได้แค่ไหน แล้วมันเสมือนคำพยากรณ์ของท่านเจ้าคุณหรือเปล่า?

อย่าลืมครับผมว่า เลสเตอร์ สิตี้ เป็นกลุ่มที่มี "พลังงานบางสิ่ง" คอยช่วยเหลืออยู่ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

ยกตัวอย่างในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาอยู่ในกลุ่มที่กลุ่มอื่นเห็นแล้วบางทีอาจตาร้อนผะผ่าวจนผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยการเป็นกลุ่มอันดับแรกๆของกลุ่ม ช่วยทำให้รอดพ้นจากการพบกลุ่มระดับยักษ์ใหญ่ในรอบ 16 กลุ่มสุดท้าย

การเอาชนะแชมป์ ยูโรปา ลีก อย่าง เซบีญ่า ในรอบ 16 กลุ่มสุดท้ายก็ทำให้เห็นว่าพลพรรคหมาจิ้งจอกสยามนั้นไม่ธรรมดา อย่างน้อนก็พิสูจน์ความสามารถตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

จนกระทั่งในรอบ 8 กลุ่มสุดท้ายที่โดนจับมาชนกับทีมยี่ห้อหมีที่ขนาด เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค ยังขยาด ผมอยากจะทราบอย่างมากว่าไอ้พลังงานบางสิ่งจะช่วยทำให้ เลสเตอร์ ผ่านไปได้อีกหรือเปล่า

เนื่องจาก แอต.มาดริด นี่แหละคือ "ของแท้" ที่สุดของพวกเขาในเส้นทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้

แม้จะพุ่งชนความปราชัยในเกมแรก โดยไม่ได้อะไรที่เรียกว่า "อะเวย์โกล" กลับออกมาด้วย แต่ว่าก็เป็นการพ่ายเพียงแค่ประตูเดียว โอกาสยังเปิดกว้าง และอะไรก็เกิดขึ้นได้

ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมว่า เลสเตอร์ ยังมี "พลังงานบางสิ่ง"

เมื่อเปรียบเทียบกันตำแหน่งต่อตำแหน่ง ผู้เล่นของ แอต.มาดริด มีความสามารถสูงยิ่งกว่า การผ่านบอลจากเท้าสู้เท้าค่อนข้างแม่นกว่า ความสามารถเฉพาะตัวก็สูงยิ่งกว่า แถมสมาชิกของ ดิเอโก้เก๋ สิเมโอเน่ ยังเล่นกันบนความรัดกุมอีกต่างหาก เกมรับแน่นแฟ้นมาก ช่วยกันรุม ช่วยกันซ้อนจนแทบจะหาจังหวะทำประตูมิได้

อย่างนี้น่าอึดอัดขอรับ เนื่องจากผู้มาเยือนไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ใช้ความเร็วระดับทะลุแดนนรกได้ตามถนัด แถมยังชิงจังหวะทำลายตาข่ายได้ก่อน ซึ่งโน่นเท่ากับว่า เลสเตอร์ ต้องยิงคืนถึง 3 ดอก โดยห้ามเสียประตูเพิ่ม

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้มันก็จำเป็นต้องปรับแก้

จุดนี้ เคร็ก เช็คสเปียร์ ที่ปรึกษาคนใหม่ของFun88เลสเตอร์ ที่โดนค่อนขอดมาตลอดว่าไม่ต้องใช้สมองอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงแค่ทำทุกอย่างเหมือนกับที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยทำเอาไว้ก็เพียงพอสามารถทำเป็นงามเอามากๆครับผม

คุณพี่เขาแก้เกมด้วยการปรับระบบใหม่จาก 4-4-2 มาเป็น 3-5-2 โดยถอดเซ็นเตอร์ฯ ออกไปหนึ่งคนแล้วขยับฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างอย่าง ดินแดนนี่ ซิมพ์สัน กับ คริสเตียน ฟุค เข้ามาเป็นปราการหลังตัวกลางประชิด เวส มอร์แกน แล้วส่งตัวสำรองดาวรุ่งอย่าง เบน ชิลล์เวลล์ ลงมาเล่นเป็นวิงแบ็คทางด้านซ้ายพลางโยก มาร์ค อัลไบรท์ตัน มาเป็นวิงแบ็คทางด้านขวา

ยิ่งไปกว่านี้ยังขยับ รียาด ภูติเรซ มาเป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกตรงกลาง แล้วส่งศูนย์หน้ารูปร่างสูงยาวหัวเข่าดีกว่าอย่าง เลโอนาร์โด้ อูยัวร์ ลงมาเป็นหัวหอกแทน เคยชินจิ โอกาซากิ ซึ่งมีแต่ลูกขยัน

หลังจากสลับตัวและปรับระบบการเล่นแล้ว รูปเกมของ เลสเตอร์ สิตี้ ดีแล้วขึ้นแบบทันตาเห็นพลางบุกบีบคั้นรองแชมป์เก่า ด้วยแนวทางเล่นแบบบ้านๆจนเกือบจะโงหัวไม่ขึ้น

กรรมวิธีเล่นแบบบ้านๆของกลุ่มหมาจิ้งจอกสยามคือการวิ่ง-สู้-ฟัด เอาเรื่อง แล้วเน้นการจู่โจมด้วยลูกในอากาศดูเหมือนจะทุกแบบตามสไตล์อังกฤษโบราณนั่นแหละขอรับ

ใครซักคนกล่าวว่ากรรมวิธีเล่นอย่างนี้มันไม่มีซึ่งจินตนาการเท่ากับไม่มีความสร้างสรรค์

อพิโธ่…ก็ความสามารถผู้เล่นของ เลสเตอร์ มันก็จำกัดอยู่เพียงนี้นี่หว่า มึงจะให้พวกเขาเล่นแบบ บาร์เซโลน่า ได้ยังไง

ด้วยแนวทางเล่นแบบบ้านๆนี่แหละช่วยทำให้เจ้าของบ้านตีเสมอได้อย่างรวดเร็วในตอนต้นช่วงหลัง เพียงมันไม่เพียงพอที่จะเอาชนะเกมรับอันหนักแน่นและหนักแน่นปานภูผาของ แอต.มาดริด เท่านั้นเอง

แล้วไอ้พลังงานบางสิ่งที่ว่าล่ะ มันโผล่ออกมาช่วยเหลือพวกเขาหรือเปล่า?

ขอบอกว่าเกมนี้ เลสเตอร์ แสดงอะไรที่เรียกว่า "พลังงานบางสิ่ง" ออกมาให้เห็นแล้วครับผม ซึ่งก็คือการเล่นบนความทุ่มเท และสู้ตายโดยไม่เกรงศักดิ์ศรีที่เหนือกว่าของคู่ปรับ

ไม่ซ้ำยังเป็น แอต.มาดริด นี่แหละที่ออกอาการใจเสาะออกมาให้เห็น

เลสเตอร์ สิตี้ จัดว่ามาไกลกว่าที่คาดแล้วครับผม แถมยังเป็นผู้แทนเพียงหนึ่งเดียวจากเมืองหลวงลูกหนังที่ทะลวงมาถึงรอบนี้อีกต่างหาก

นี่คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หนแรกในประวัติศาสตร์ของ เลสเตอร์ สิตี้ และบางครั้งมันบางทีอาจเป็นคราวสุดท้าย เนื่องจากไม่ทราบแบบเดียวกันว่าเมื่อไหร่ พวกเขาจะได้โอกาสกลับมาเล่นในรายการนี้อีก

You may also like...